Facebook เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่แม่ค้าพ่อค้าออนไลน์เลือกใช้ในการเปิดร้านค้าออนไลน์กันใช่ไหมคะ? แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราต้องระวังและควรหลีกเลี่ยง หลายครั้งที่เราเจอ คือ แม่ค้าหลายคนมักมีปัญหาในเรื่องของการโพสต์คอนเทนต์หรือไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเป็นข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้ลูกค้าไม่สนใจสินค้าหรือบริการของเรา ดังนั้นเพื่อที่เราจะสามารถมัดใจลูกค้าได้ เรามาดูกันเลยค่ะ เราควรหลีกเลี่ยงการทำอะไรบน Facebook บ้าง 1. อย่าละเลยโพสต์หรือความคิดเห็นที่อยู่บนเพจ เมื่อเราเปิดเพจ โพสต์ข้อความ โพสต์รูปภาพ หรือโพสต์วิดีโอ ก็อาจจะมีลูกค้าที่เข้ามาเห็นและอาจจะมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบเรา สิ่งนึงที่อาจเกิดขึ้นก็คือหากลูกค้าไม่ประทับใจสินค้าหรือบริการของเรา เขาจะกลับมารีวิวที่เพจของเราค่ะ หรืออาจจะมาคอมเม้นท์ตามโพสต์ต่าง ๆ ว่าเขากำลังเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับสินค้าของเรา สิ่งสำคัญคือคุณไม่ควรเพิกเฉยหรือเมินกับคอมเม้นท์ของลูกค้า แต่คุณควรติดต่อประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าทันที เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าค่ะ 2. อย่าทำให้เนื้อหาในโพสต์ของเรายาวเกินไป ในแต่ละโพสต์เราจะต้องมีข้อความประกอบด้วยใช่ไหมคะ? แต่สิ่งที่คุณต้องนึกถึงคือ อย่าเขียนข้อความให้ยาวมากเกินไป เพราะถ้าข้อความยาวมากลูกค้าก็จะข้ามเลยทันที ไม่สนใจสิ่งที่เรานำเสนอเลยค่ะ แต่ถ้าคุณเขียนสั้นมากเกินไป อันนี้ก็ต้องระวังนะคะ เพราะอาจเกิดปัญหาที่ลูกค้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ ดังนั้นเราควรทำข้อความให้ “กระชับ ตรงประเด็น และไม่ยาวมากเกินไป” ค่ะ 3. อย่าโพสต์บ่อยเกินไป อันนี้เราต้องทำความเข้าใจก่อนนะคะว่าการโพสต์บ่อยไม่ดีเท่ากับการที่เรา “โพสต์สม่ำเสมอ” เพราะถ้าว่าใน 1 วัน คุณอาจจะโพสต์บ่อยมาก เช่น 3 โพสต์ต่อวัน เช้า กลางวัน เย็น […]
ขายของผ่านการไลฟ์สดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับยุคสมัยนี้เลยค่ะ แต่เชื่อว่าอาจจะยังมีหลาย ๆ คนที่ยังไม่เคยลองไลฟ์สดขายของ ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นไลฟ์ขายของอย่างไร เราขอแนะนำให้คุณมาอ่านบทความนี้ เพื่อให้คุณได้ไอเดียและสามารถเริ่มต้นการไลฟ์สดได้ค่ะ 1. เลือกหัวข้อที่จะพูดคุยกับลูกค้า การไลฟ์สดคือการที่เราจะต้องมีการพูดอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ เพื่อที่จะเกิดปฎิสัมพันธ์ระหว่างเราและลูกค้า นอกจากพูดคุยเรื่องสินค้า เราก็สามารถหาหัวข้อเข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมได้นะคะ เช่น เราขายเครื่องสำอาง เราอาจจะแชร์หัวข้อเรื่องของการดูแลตัวเอง เทรนด์การแต่งหน้าใหม่ ๆ หรือหาเพื่อนมาร่วมไลฟ์สดเพื่อทำการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน หรือเวลาขายสินค้าให้พูดสลับกับเพื่อนค่ะ จะช่วยให้การขายไม่ขาดตอน สามารถขายได้ต่อเนื่อง ช่วยสร้างสีสันให้กับไลฟ์ของเราได้ดีด้วยนะคะ 2. เลือกสถานที่ให้เหมาะสม ข้อนี้สำคัญมากเลยค่ะ ถ้าเรามีฉากหลังดี ๆ สวย ๆ ก็สามารถช่วยสร้างบรรยายกาศและทำให้ดูน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูด้วยนะคะว่าสินค้าของคุณคืออะไร แต่ถ้าหากว่าคุณไม่มีฉากหลังจริง ๆ วิธีที่ประหยัดที่สุดคือเลือกพื้นที่ว่าง ๆ ภายในบ้านของเราค่ะ ถ้าขายเสื้อผ้าเราอาจจะมีหุ่นมาตั้งเพื่อโชว์สินค้า หรือจะหาโต๊ะมาวางและตั้งสินค้าโชว์ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ 3. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อุปกรณ์ในการไลฟ์สดมีหลายอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ (หรืออาจจะใช้กล้อง) ไมค์ แสงไฟ และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ก่อนไลฟ์สดลองเช็คอุปกรณ์ให้ดีว่าทุกอย่างสามารถใช้งานได้ปกติรึป่าว เนื่องจากถ้ามีข้อผิดพลาดระหว่างไลฟ์สด เราคงต้องวิ่งวุ่นเลยค่ะ เช่น ระหว่างไลฟ์ไมค์ดับ ทำให้เรากับลูกค้าไม่สามารถสื่อสารได้ ลูกค้าไม่ได้ยินเสียงของเรา […]
ช่วงนี้คนเข้ามาขายของออนไลน์กันเยอะมากเลยค่ะ บางรายเรียกได้ว่าออเดอร์ถล่มทลายกันเลยทีเดียว แต่เมื่อมีออเดอร์ยอดคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก แม่ค้าส่วนใหญ่จะเจอกับปัญหาแบกกล่องพัสดุไปส่งของไม่ไหว หรืออาจจะเจอปัญหาส่งของไม่ทัน เขียนใบปะหน้าไม่ไหว แต่ทุกปัญหามีทางออก เรามาดูกันค่ะว่าจะจัดการกับปัญหาน่าปวดหัวเหล่านี้อย่างไร 1. แบ่งสต๊อกสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องบริหารคลังสินค้าของเราให้ดีค่ะ เพราะถ้าหากเราวางสินค้าตามใจเวลาจะหาของมาแพคจะวิ่งกันวุ่นวายเพราะหาของไม่เจอ! ดังนั้นการจัดระเบียบและแบ่งโซนให้ชัดเจนจะช่วยให้เราหยิบสินค้าได้ไวขึ้น ถ้ายังเป็นมือใหม่พึ่งเริ่มต้น อาจจะยังไม่มีชั้นวางของแต่ก็ยังแนะนำว่าให้แบ่งแยกสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ดีกว่าค่ะ แบ่งโซนพื้นที่เก็บของเราให้ชัดเจนว่าในแต่ละโซนจะจัดวางสินค้าประเภทอะไร การทำแบบนี้มีประโยชน์ในการนับสต๊อกด้วยนะคะ ช่วยป้องกันสต๊อกขาดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเสียโอกาสในการขายด้วยค่ะ 2. ลดขั้นตอนงาน ทำทุกอย่างให้ไวขึ้น ปกติแล้วเวลาเราจะส่งสินค้าเราจะต้องใช้เวลาเยอะเลยใช่ไหมคะ ทั้งเดินไปหยิบของ ห่อบับเบิ้ล แถมยังต้องเขียนใบปะหน้าอีก แต่ถ้ามี “ระบบของ SHIPPOP” เข้ามาช่วยก็จะทำให้ลดระยะเวลาไปได้ค่ะ โดยการที่เราเอาข้อมูลลูกค้าพิมพ์เข้าระบบ หรือแค่ Copy ข้อความที่ลูกค้าส่งให้ ก็ไม่ต้องเสียเวลามาเขียนใบปะหน้าอีกต่อไป เมื่อเราเอาข้อมูลเข้าระบบเราก็แค่ปริ้นท์ใบปะหน้าออกมา แล้วแปะที่หน้ากล่องพัสดุได้ทันทีเลยค่ะ เป็นการลดระยะเวลา ที่สำคัญยังช่วยป้องกันข้อมูลผิดพลาดด้วยนะคะ เพราะปกติถ้าใช้มือเขียน พนักงานขนส่งก็จะเจอปัญหาอ่านลายมือไม่ออก ทำให้จัดส่งล่าช้าได้ค่ะ 3. ใช้บริการ Drop-off ธรรมดาถ้าเราไปส่งของที่สาขาของไปรษณีย์ เราอาจจะต้องกดบัตรรอคิวนาน ทำให้เราเสียเวลา ที่สำคัญการรอนาน ๆ ถ้าเราไปไม่ทันเวลาช่วงที่เขาตัดรอบส่งพัสดุก็จะทำให้เราพัสดุของเราถึงมือลูกค้าช้าด้วยนะคะ แต่ถ้าเราเลือกใช้บริการ Drop-off เราจะมีเวลาเพิ่มขึ้นเยอะเลยค่ะเพราะว่าไม่ต้องต่อแถวแล้ว […]
ขายของออนไลน์อย่างไรให้ยอดขายพุ่ง? โพสต์ขายสินค้าเป็นเรื่องง่ายค่ะ แต่การทำให้ยอดขายปัง ๆ นี่สิที่เป็นสิ่งที่ยากและท้าทายมากสำหรับคนขายของ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีทริคเล็ก ๆ ที่จะช่วยให้คุณขายของได้นะคะ 1. บอกรายละเอียดให้ชัดเจน เมื่อคุณโพสต์สินค้าขาย สิ่งสำคัญคือรูปภาพต้องน่าดึงดูดจนสะดุดตาลูกค้า แต่รองลงมาคือ “ข้อความ” ค่ะ เพราะเมื่อลูกค้าชอบรูป เขาจะอยากรู้รายละเอียดเพิ่มทันที ดังนั้นเราจะต้องเขียนทุกอย่างให้ชัดเจนชนิดที่ว่าลูกค้าไม่ทักถามเราเพิ่มเติม ไม่ว่าเป็น สี ขนาด วัตถุดิบหรือวัสดุ รวมถึงราคาสินค้า และค่าส่งค่ะ เขียนทุกอย่างให้ครบถ้วน เมื่อลูกค้าเห็นข้อมูลครบ เขาก็จะเข้าสู่กระบวรการตัดสินใจทันทีว่าเขาจะซื้อหรือไม่ แต่ถ้าหากเราไม่เขียนรายละเอียดไว้เลย ก็มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะไม่เข้ามาสอบถาม แถมยังออกจากร้านเราไปเลย ทำให้เราเสียโอกาสในการขายนั่นเองค่ะ 2. ทำให้ลูกค้าเห็นถึง “ประโยชน์” สินค้าทุกอย่างมักจะมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานค่ะ แต่เราก็ต้องเน้นย้ำให้ลูกค้าเห็นความสำคัญด้วยนะคะว่าถ้าเขาซื้อสินค้าไป เขาจะสามารถใช้งานอะไรได้บ้าง เช่น เราขายตู้เย็น เราก็ต้องบอกว่าเครื่องเราดียังไง ช่วยให้เขาเก็บของสดได้นานขึ้นนะ หรือสามารถดูดกลิ่นอาหารไม่พึงประสงค์ได้ เป็นต้น การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้ลูกค้าเห็นว่าเขาจะได้รับอะไรบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ 3. ใช้คำพูดที่ให้รู้สึก “มีความรู้สึกร่วม” ในบางครั้งเวลาลูกค้าเห็นสินค้าในโลกออนไลน์ เขาก็คงนึกภาพไม่ออกว่าแล้วสินค้าเป็นยังไง นั้นจึงเป็นสาเหตุที่เราต้องทำให้ลูกค้ามีอารมณ์ร่วมนั่นเองค่ะ เช่น ถ้าเราขายอาหารอย่างไก่ทอด เราอาจจะใช้คำว่า กรอบนอกนุ่มใน […]
แม่ค้าออนไลน์ที่ทำการสต๊อกสินค้า อาจจะเจอปัญหาน่าปวดหัว เช่น สต๊อกขาด จำนวนสินค้าจริงกับเลขในสต๊อกไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้เราเสียโอกาสในการขาย ข้อมูลคลาดเคลื่อนสูง ต้องทำการเช็กข้อมูลซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราจัดการสต๊อกอย่างมืออาชีพ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป 1. จัดระเบียบสินค้า แบ่งโซนหรือหมวดหมู่ให้ชัดเจน หากร้านค้าของคุณขายสินค้าหลายประเภทแล้วยังวางสินค้าผสมกัน ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องลุกขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบใหม่แล้วนะคะ เพราะในอนาคตหากคุณขายสินค้าเยอะมากกว่านี้คุณจะลำบากในการหาสินค้าอย่างแน่นอนค่ะ ที่สำคัญยังทำให้คุณเสียเวลาในการรื้อค้นด้วย คุณควรแบ่งสินค้าอย่างชัดเจน จัดหมวดหมู่สินค้า สินค้าที่เหมือนกันให้วางอยู่ด้วยกันเพื่อเป็นการแบ่งโซน สิ่งนี้จะช่วยให้ร้านค้าของคุณดูเป็นระเบียบและง่ายต่อการค้นหาด้วยนะคะ 2. เลิกจดมือ ใช้โปรแกรมหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วย บันทึกสต๊อกด้วยการจดมือสามารถทำได้นะคะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมีข้อมูลเยอะคุณจะเริ่มเขียนไม่ไหว หากให้คนอื่น ๆ มาช่วยด้วยก็อาจจะเจอปัญหาอ่านมือไม่ออก หรือข้อมูลไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นคุณควรใช้โปรแกรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อง่ายต่อการค้นหาข้อมูล และสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ได้ด้วยนะคะ เช่น โปรแกรม Excel ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทุกคนคุ้นชินกันดีอยู่แล้ว หรือถ้าอยากให้เป็นแบบออนไลน์ก็แนะนำให้เลือกใช้ Google Sheet ค่ะ เพราะไฟล์งานจะบันทึกให้อัตโนมัติ สามารถเข้ามาแก้ไขงานได้พร้อมกันหลายคน หรือจะตั้งค่าให้เราแก้ไขข้อมูลคนเดียวก็สามารถทำได้ค่ะ 3. เช็กจำนวนสต๊อกสินค้าให้สม่ำเสมอ จำนวนสต๊อกคงคลังเป็นสิ่งที่สำคัญมากของการนับสต๊อกเลยค่ะ ข้อมูลควรจะถูกต้องแม่นยำเพื่อที่เราจะได้วางแผนการจัดการสต๊อก เช่น การสั่งสินค้ามาเติมสต๊อก หรือสินค้าที่มีปริมาณมากเกินไปเราจะระบายของออกอย่างไร เป็นต้น เรานับสต๊อกเพื่อเช็กความถูกต้องจึงเป็นสำคัญที่เราไม่ควรละเลยค่ะ หากเราสามารถทำระบบนับจำนวนได้ถูกต้อง การบริหารสินค้าก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ 4. […]
กลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้ามีหลากหลายรูปแบบมากเลยค่ะ หนึ่งในนั้นคือการ “ใช้คูปอง” หลายคนอาจจะไม่เคยลองใช้วิธีนี้ หรือบางคนก็อาจจะใช้กลยุทธ์นี้กันอยู่แล้ว แต่รู้ไหมคะว่าจริง ๆ การใช้คูปองสามารถดึงดูดลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และมีทั้งข้อดีและข้อเสียเลยค่ะ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์นี้ให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ ข้อดี 1. สร้างการจดจำแบรนด์แก่ลูกค้าใหม่ เมื่อเราจัดทำโปรโมชั่นลูกค้าจะเห็นแบรนด์ของเรามากขึ้นค่ะ ในบางกรณีเราอาจจะขายสินค้าที่เหมือนกับร้านค้าอื่น ๆ จนทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาค่ะ แน่นอนเลยว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคมักจะทำการเลือกดูสินค้าจากหลาย ๆ ร้านและทำการเปรียบเทียบทั้งรีวิว สี ขนาด และรวมถึงราคาด้วย แต่ถ้าร้านค้าของเรามี “คูปอง” ก็จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ ลูกค้าจะเห็นแบรนด์/ร้านค้าของเรา และก่อให้เกิดการจดจำแบรนด์ของเราได้ค่ะ 2. ช่วยเพิ่มยอดขาย การลดราคาจะเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ไวขึ้น แน่นอนเลยค่ะว่าเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นกับลูกค้าหลายคนก็ยิ่งทำให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้นด้วย การแจกคูปองแล้ว “จำกัดสิทธิ์” โดยการใช้คำว่าจำนวนจำกัด จะยิ่งทำให้ลูกค้ารีบกดสั่งซื้อ และรีบทำการโอนเงินเพราะว่าต้องการนำคูปองมาใช้เป็นส่วนลด สาเหตุส่วนนึงเกิดจากการที่ลูกค้ากลัวจะใช้คูปองไม่ทัน คูปองหมดจนทำให้ตัวเองอาจเสียส่วนลดไปนั่นเองค่ะ 3. ติดตามผลได้ง่าย เมื่อเราทำคูปองเราจะต้องคิดว่าเราจะให้ส่วนลดลูกค้าเท่าไหร่ ขั้นต่ำในการซื้อกี่บาทลูกค้าถึงจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ และสิ่งเหล่านี้จะต้องการ “ระบุจำนวนของคูปอง” หากเราทำคูปองลดราคาหลายแบบ เราจะรู้ข้อมูลได้ง่ายเลยค่ะ ว่าลูกค้าใช้คูปองเรามากน้อยขนาดไหน และส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อสินค้าจากร้านเราจำนวนกี่บาท เป็นการเก็บข้อมูลง่าย ๆ วัดผลก็ง่ายด้วยเช่นกันค่ะ ข้อเสีย การแจกคูปองแม้ว่าจะมีข้อดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีข้อเสียเลยนะคะ […]