จัดการงานส่งจำนวนมาก ด้วย Excel, API และ SHIPPOP ลดงานซ้ำร้านออนไลน์ เมื่อร้านค้าออนไลน์เริ่มมีออเดอร์เพิ่มขึ้น ปัญหาที่ตามมาไม่ใช่แค่จำนวนกล่องที่ต้องแพ็ก แต่คือ งานหลังบ้านที่เพิ่มขึ้นตามทุกออเดอร์ ทั้งการกรอกชื่อและที่อยู่ลูกค้า สร้างรายการจัดส่ง พิมพ์ใบปะหน้า เช็กสถานะ และตรวจสอบยอดเก็บเงินปลายทาง หากยังต้องทำทุกขั้นตอนด้วยมือ ออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้หมายถึงยอดขายที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงเวลาทำงานและโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่เพิ่มขึ้นด้วย สำหรับร้านที่มีพัสดุจำนวนมาก การจัดระบบงานส่งจึงเป็นเรื่องสำคัญ SHIPPOP มีเครื่องมือสำหรับช่วยลดขั้นตอนเหล่านี้ ตั้งแต่การบันทึกชื่อและที่อยู่ การนำเข้ารายการด้วย Excel ไปจนถึงการเชื่อม API เข้ากับระบบหลังบ้านของธุรกิจ รวมถึงการพิมพ์ใบปะหน้าและตรวจสอบ COD จากระบบเดียว เพื่อให้ร้านสามารถจัดการออเดอร์จำนวนมากได้คล่องตัวขึ้น 1. ลดการกรอกข้อมูลซ้ำด้วยการบันทึกชื่อและที่อยู่ ลองนึกถึงร้านที่ต้องส่งสินค้าให้ลูกค้าประจำ ตัวแทนจำหน่าย หรือสาขาเดิมหลายครั้งในแต่ละเดือน หากทุกครั้งต้องกลับมากรอกชื่อ เบอร์โทร และที่อยู่ใหม่ทั้งหมด นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังมีโอกาสพิมพ์ข้อมูลผิดอีกด้วย SHIPPOP รองรับการ บันทึกชื่อและที่อยู่เพื่อช่วยลดขั้นตอนการสร้างรายการขนส่ง ทำให้ข้อมูลที่ใช้งานเป็นประจำสามารถนำกลับมาใช้ได้ง่ายขึ้น แทนที่จะเริ่มกรอกใหม่ตั้งแต่ต้นทุกออเดอร์ ฟีเจอร์ลักษณะนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อร้านมีวันละไม่กี่ออเดอร์ แต่เมื่อเพิ่มเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยรายการต่อวัน เวลาที่ลดลงเพียงเล็กน้อยในแต่ละออเดอร์สามารถรวมกันเป็นเวลาทำงานจำนวนมาก และยังช่วยให้ทีมงานโฟกัสกับการแพ็กสินค้า ตรวจสอบความถูกต้อง และบริการลูกค้าได้มากขึ้น 2. ออเดอร์เยอะ ไม่ต้องสร้างทีละรายการด้วย Import Excel […]
ยอดขายเพิ่มขึ้น ออเดอร์เข้าทุกวัน ดูเหมือนธุรกิจกำลังไปได้ดี แต่พอสรุปยอดปลายเดือนกลับพบว่า ต้นทุนที่ร้านออนไลน์มองข้าม “กำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นตามยอดขาย” หนึ่งในต้นทุนที่ร้านค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อยอาจมองข้าม คือ ค่าขนส่ง ยิ่งร้านมีออเดอร์มาก ค่าส่งก็ยิ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และหากร้านเลือกขนส่งแบบเดิมทุกครั้งโดยไม่ได้เปรียบเทียบราคา ต้นทุนเพียงไม่กี่บาทต่อกล่อง เมื่อรวมกันหลายร้อยหรือหลายพันออเดอร์ อาจกลายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน ขายดีแต่กำไรหาย ? ค่าส่งอาจเป็นต้นทุนที่ร้านออนไลน์มองข้าม ขายของเก่งอย่างเดียว อาจยังไม่พอ ถ้าจัดการ “ค่าส่ง” ไม่เป็น ลองคิดง่าย ๆ ถ้าร้านของคุณส่งพัสดุวันละ 50 กล่อง และสามารถลดต้นทุนการจัดส่งได้เพียง 5 บาทต่อกล่อง เท่ากับประหยัดได้วันละ 250 บาท ประมาณ 7,500 บาทต่อเดือน หรือมากถึง 90,000 บาทต่อปี นี่คือเหตุผลว่าทำไมร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการเพิ่มกำไร ไม่ควรมองแค่เรื่อง “ขายให้ได้มากขึ้น” แต่ควรมองด้วยว่า จะบริหารต้นทุนหลังบ้านให้ดีขึ้นได้อย่างไร และหนึ่งในต้นทุนที่เริ่มจัดการได้ทันที ก็คือเรื่องการขนส่ง ปัญหาคือ ขนส่งแต่ละเจ้ามีราคาและจุดเด่นไม่เหมือนกัน พัสดุแต่ละชิ้นไม่ได้เหมือนกัน บางกล่องเล็ก บางกล่องใหญ่บางออเดอร์ส่งในกรุงเทพฯบางออเดอร์ส่งต่างจังหวัดบางพื้นที่ขนส่งเจ้าหนึ่งอาจเหมาะกว่าอีกเจ้า แต่ในความเป็นจริง ร้านค้าออนไลน์จำนวนมากมักเลือกใช้ขนส่งเจ้าเดิมทุกออเดอร์ เพราะสะดวกและคุ้นเคย […]
ตลาดขนส่งโลจิสติกส์ไทย: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุค Shoppertainment ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดขนส่งโลจิสติกส์ในประเทศไทยได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สืบเนื่องจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดนี้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2024 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค: จาก Social Commerce สู่ Shoppertainment ต้องบอกว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่การขายสินค้าผ่าน Social Commerce เป็นที่นิยม แต่ปัจจุบันกลับถูกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างมากจากการมาของ Shoppertainment ปัจจุบัน แทบทุกแพลตฟอร์มได้เริ่มนำเสนอวิดีโอสั้นพร้อมฟีเจอร์ “ติดตะกร้า” เพื่อให้ผู้ชมสามารถซื้อสินค้าได้ทันทีขณะรับชม นี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดขนส่งในประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างรุนแรงและน่าสนใจ Top 5 ผู้ให้บริการขนส่งในประเทศไทย (อัพเดต 20 กันยายน 2024) จากตัวเลขในกราฟ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่างที่ควรนำไปวิเคราะห์ต่อ: ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post) ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด โดยมียอดรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถพลิกจากการขาดทุนในปีที่แล้วมาเป็นกำไรได้สำเร็จ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาด แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) เติบโตขึ้นอย่างมาก […]
ในปัจจุบันธุรกิจออนไลน์มีการแข่งขันสูงมากเลยค่ะ ดังนั้นหนึ่งในเคล็ดลับที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ก็คือ “การทำให้ลูกค้าประทับใจ” เนื่องจากผู้บริโภคมีช่องทางการเลือกซื้อที่หลากหลาย คุณจึงต้องสร้างความแตกต่าง ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ และส่งเสริมให้ลูกค้าเกิดความภักดีในระยะยาว ด้วยการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่น่าประทับใจ ในบทความนี้ เราจะบอกเคล็ดลับ 5 ข้อที่จะช่วยให้คุณสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและยกระดับให้ธุรกิจของคุณก้าวไปอีกขั้น . 1. คอนเทนต์น่าสนใจ สิ่งที่อยู่ในโลกออนไลน์และดึงดูดลูกค้าได้มหาศาลขึ้นอยู่กับ “คอนเทนต์” เลยค่ะ เพราะการคอนเทนต์คือการนำเสนอบางสิ่งบางอย่างให้ลูกค้าได้เห็น ดังนั้นเนื้อหาที่เรานำเสนอจะเป็นชี้วัดได้เลยว่าเนื้อหานี้ช่วยดึงความสนใจให้ลูกค้าหยุดดูหรือหยุดอ่านเรื่องที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการได้หรือไม่ แต่การทำคอนเทนต์ก็มีการนำเสนอหลายรูปแบบนะคะ ทั้งเป็นแบบรูปภาพ วิดีโอสั้น วิดีโอยาว บทความ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องศึกษาให้มากขึ้น และเลือกนำเสนอให้เหมาะกับลูกค้าของคุณค่ะ . 2. หน้าเว็บรองรับกับอุปกรณ์ทุกรูปแบบ ออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงามแล้ว ก็อย่าลืมทำให้หน้าเว็บไซต์รองรับกับระบบของมือถือด้วยนะคะ เนื่องจากในปัจจุบันเราทุกคนต่างก็ใช้สมาร์ทโฟน แบบชนิดที่ว่าเกือบจะเป็นอวัยวะที่ 33 เลยทีเดียว เมื่อลูกค้าต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเขาก็จะเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราค่ะ หากเราไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับมือถือ ก็อาจส่งผลให้ประสบการณ์ในการใช้งานนั้นไม่ลื่นไหล ลูกค้าปิดหน้าเว็บไซต์ไป ทำให้เราอาจเสียลูกค้าไปได้เลยนะคะ . 3. ค้นหาสินค้าหรือข้อมูลได้ง่าย หากลูกค้าต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม เราจะต้องทำให้ลูกค้าสามารถค้นหาได้ง่ายค่ะ สิ่งนี้อาจจะต้องดูเรื่องของการออกแบบเว็บไซต์ การลงรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ หรือแม้แต่การเขียนบทความก็สำคัญเช่นเดียวกันค่ะ เนื่องจากในบทความเราสามารอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ ได้ชัดเจน […]
ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าบนออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติที่เราพบเห็นกันได้มากในปัจจุบันเลยค่ะ ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็หันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ก็หันมาโฟกัสกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถช้อปปิ้งกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันขั้นตอนสุดท้ายของการขาย นั่นก็คือ “การจัดส่งสินค้า” ค่ะ เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างดี เพราะสิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ส่งผลกับ “ประสบการณ์การช้อปปิ้ง” ของลูกค้าค่ะ หากคุณส่งของได้รวดเร็วและแพ็คสินค้า ลูกค้าก็จะเจอความประทับใจ SHIPPOP เราเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมขนส่งชั้นนำไว้ในที่เดียว ซึ่งสามารถตอบโจทย์คนขายของออนไลน์ในหลาย ๆ ด้าน จะมีอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาบอกให้ฟังกันค่ะ 1. รวมขนส่งทุกแห่งไว้ในที่เดียว SHIPPOP เป็นบริการจองขนส่งออนไลน์ที่รวบรวมทุกขนส่งในไทยไว้ในที่เดียว มีขนส่งรองรับให้คุณเลือกหลากหลายรูปแบบทั้ง ส่งพัสดุด่วน, ส่งสินค้าแช่เย็นแช่แข็ง, ส่งสินค้าขนาดใหญ่ ฯลฯ พร้อมทั้งบอกรายละเอียดเงื่อนไขแต่ละขนส่งอย่างชัดเจน ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลจากหลายที่ ช่วยให้คุณเลือกส่งพัสดุกับขนส่งที่เหมาะสม และได้รับราคาค่าส่งที่คุ้มค่า คุณสามารถเชื่อมกับระบบขนส่งกี่ขนส่งก็ได้ สามารถปรับเลือกได้ตามความเหมาะสม ซึ่งหากร้านค้าของคุณมีขนส่งรองรับหลายราย ก็จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ในขณะเดียวกันหากขนส่งใดมีปัญหาคุณก็สามารถใช้อีกขนส่งเป็นการทดแทนได้ ช่วยให้คุณขายสินค้าได้อย่างไม่มีสะดุด และทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีด้วยค่ะ 2. ออกแบบระบบใช้งานที่ง่าย SHIPPOP ออกแบบระบบให้ใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน ระบบรองรับทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือ แม้ลูกค้าไม่มีความรู้เฉพาะทางก็สามารถใช้งานได้อย่างแน่นอนค่ะ เพราะในแต่ละหัวข้อจะมีข้อมูลและคำอธิบายอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีวิดีโอสอนการใช้งานอย่างละเอียด ที่จะช่วยให้คุณสร้างรายการขนส่งและเลือกวิธีการจัดส่งได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้เรายังมีระบบหลังบ้านที่ออกแบบมาเพื่อให้คนขายออนไลน์สามารถนำไปวางแผนเรื่องการจัดส่งพัสดุได้ หากคุณนำข้อมูลไปวิเคราะห์และเลือกขนส่งให้เหมาะสมก็จะช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนเรื่องค่าจัดส่งได้ด้วยนะคะ 3. […]
ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจและเริ่มตระหนักเกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” กันมากยิ่งขึ้น รวมถึงทัศนคติการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้โลกสวยด้วยไลฟ์สไตล์รักษ์โลกของตนเอง สังเกตได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น การพกแก้วน้ำส่วนตัว หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็มีมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติก ส่งผลให้ลูกค้าเริ่มนำถุงเก่ามาใช้ซ้ำ หรือหันมาใช้ถุงผ้ากันมากขึ้น แน่นอนว่าแบรนด์เองก็ต้องให้ความสำคัญกับคำว่า “Green Marketing” Green Marketing คืออะไร? Green Marketing หรือเป็นที่รู้จักในไทยว่า “การตลาดสีเขียว” ก็คือ กลยุทธ์ที่ธุรกิจต่าง ๆ มุ่งเน้นเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) และส่งเสริมการผลิตสินค้าที่คำนึงถึงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก การตลาดสีเขียว ก็คือการแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าธุรกิจมีวิสัยทัศน์อย่างไรในการผลิตสินค้า ‘สายกรีน’ หรืออาจเป็นการสื่อสารกับผู้บริโภคว่าแบรนด์สนับสนุนความคิดริเริ่มที่รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอย่างไรบ้าง จุดมุ่งหมายสำคัญของการตลาดสีเขียว คือ ความพยายามและการสร้างสรรค์ทั้งในส่วนของขั้นตอนการผลิตและการบริโภคให้ผู้คนหันมามีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แม้ว่าผู้บริโภคจะหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่เรียกว่า “ENVI Strategy” (เอ็นไว) ทำความรู้จักกลยุทธ์ “เอ็นไว” (ENVI Strategy) 1. E: Early ปลูกฝังจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ – สำหรับผู้บริโภคกลุ่มในกลุ่ม Gen Y และ […]