สินค้าหรือบริการที่ดีมีคุณภาพอย่างเดียวไม่พอ เมื่อในปัจจุบันมีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นมามากมายและมีสินค้าให้เลือกมากมายหลากหลาย ทำให้เกิดการแข่งขันในการขายสูงขึ้น เราจะเห็นได้ว่าในโลกออนไลน์มีวิธีในการขายเพื่อใช้ในการดึงดูดลูกค้าหลายแบบ สื่อโฆษณาบางสื่อ มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น โฆษณาที่เน้นขายของอย่างตรงประเด็น โฆษณาที่เน้นในคนติดตามและแฝงการขายลงไป จนบางครั้งคนดูก็อาจไม่รู้เลยว่านี้คือการขายของ หากเราจะเริ่มทำการโฆษณาขายสินค้าหรือทำการตลาด ก็ควรเลือกวิธีการขายที่เหมาะสมกับสินค้าของเรา วันนี้ SHIPPOP ขอนำเสนอคำ 3 คำที่คุณควรรู้อย่าง Hard Sell ,Soft sell และ Tie in นั้นมีความหมายอย่างไร รับลองว่าเมื่อคุณทราบจะทำให้การขายของคุณและสินค้าของคุณดูน่าสนใจมากขึ้นแน่นอน

Hard sell

Hard Sell Soft Sell Tie-in 3 คำต้องรู้ ก่อนลุยตลาดออนไลน์

 การโฆษณาแบบยัดเยียดหรือเร่งเร้า (hard-sell advertising) เพราะเป็นการโฆษณามุ่งตรงไปยังผู้ฟัง และเรียกร้องให้ผู้ฟังซื้อสินค้าทันที หรือซื้อเดียวนี้ หรือให้คำมั่นสัญญาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และวิเศษที่สุดในโลก เป็นต้น ตัวอย่างการใช้สไตล์โฆษณาแบบนี้ เช่น บริษัทจำหน่ายรถยนต์มักจะนำวิธีการโฆษณาแบบนี้มาใช้เมื่อ ลูกค้ามีความอ่อนไหวในด้านราคาสูง และการตัดสินใจซื้อรถยนต์จะยึดถือราคาเป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจซื้อเป็นต้น

ตัวอย่าง Hard-sell :ขายน้ำแอปเปิ้ล
“น้ำแอปเปิ้ลของเรานั้น มีวิตามินซีเยอะ ขายถูกมาก กินแล้วอยู่ท้อง ราคาถูกกว่าน้ำผลไม้อื่น กินได้ทุกเพศทุกวัย เพียงคุณซื้อวันนี้กล่องละ 10 บาท รับไปเลย 3 กล่อง 20 บาท
ข้อดี:ลูกค้าได้รับข้อความที่ต้องการสือสารอย่างครบถ้วน,ทำได้ง่าย
ข้อเสีย:ยากที่ลูกค้าจะสนใจ,โฆษณาเกินจริง

Soft sell

Hard Sell Soft Sell Tie-in 3 คำต้องรู้ ก่อนลุยตลาดออนไลน์

“การโฆษณาแบบนุ่มนวลหรือราบเรียบ” (soft-sell advertising) เพราะเป็นการเสนอข่าวสารเพื่อเชิญชวนและจูงใจ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความปรารถนาอยากได้ผลิตภัณฑ์นั่น ไม่มีการกระตุ้นหรือเร่งเร้าให้เกิดการซื้อในเดี๋ยวนั้น แต่จะมีลักษณะสร้างความรู้สึกที่ดีในจิตใจของกลุ่มเป้าหมาย และจะนำไปสู่ความปรารถนาเพื่อตัดสินใจซื้อในที่สุด

ตัวอย่าง soft-sell :ขายแอปเปิ้ล
อันดับแรกเชิญมาชิมแอปเปิ้ลของเราก่อนครับ
อันดับที่สองอธิบายถึงที่มาของแอปเปิ้ลเพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงคุณค่าและคุณภาพ
มาจากภาคเหนือที่น้องๆ ปลูกขึ้นมาด้วยความพยามเพื่อให้แอปเปิ้ลออกมาอร่อยที่สุดนั้นแต่ล่ะลูกจะผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดี และใช้วิธีการปลูกแบบไม่ไช้ยาฆ่าแมลงเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค
สุดท้ายเสนอวิธีการกินแอปเปิ้ลแบบต่างๆ และมอบน้ำแอปเปิ้ลของเราให้ลูกค้า
ข้อดี:ลูกค้าที่สนใจซื้อจะเห็นถึงคุณค่าที่เราต้องการมอบให้เค้าและเค้าอาจจะพึงพอใจจนมีการบอกต่อ
ข้อเสีย:แต่ล่ะครั้งต้องใช้เวลาเยอะเพื่อทำความเข้าใจ value ของสินค้า

Tie-in

Hard Sell Soft Sell Tie-in 3 คำต้องรู้ ก่อนลุยตลาดออนไลน์

Tie-in คือการรับทำโฆษณาโดยการแทรกโฆษณาแฝงเข้าไปกับตัวเรื่อง อย่างเช่นหนัง ซีรีส์ ซิทคอมเป็นต้น โดยการ Tie-in นี้ทางที่ดีควรจะทำให้มันแนบเนียนไม่ดูขัดตาจนเกินไปไม่งั้นจะทำให้คนดูไม่พอใจได้ แต่ถ้าเห็นน้อยไปก็ทำให้สปอนเซอร์ไม่พอใจอีก จนเกิดความลำบากใจของคนทำที่ไม่รู้จะยังไงดีสิ่งที่ควรทำแน่นอนคือการหาความพอดีและความแนบเนียนในการแทรกลงมาให้คนดูไม่รู้สึกอึดอัดใจมากนัก

ตัวอย่าง Tie-in :ไปจ้าง influencer เพื่อสร้าง viral marketing เช่น PIKOTARO – PPAP (Pen Pineapple Apple Pen)
โดยอาจจะให้ดารามาร้องเพลง “I have a pen I have a apple ahh apple pen” โดยตอนร้องคำว่า I have a apple ให้เปลี่ยนเป็น “I have a apple juice” และเพื่อกล่องน้ำลไม้ออกมาแทน
ข้อดี :ลูกค้าจะรู้สึกชอบแบรนด์ของเราเองโดยรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับไห้ชอบล่ะ จะเกิดเป็น Trend ทำให้คนรู้จักและชอบเป็นวงกว้าง
ข้อเสีย :ทำยาก,ใช้งบประมาณเยอะ

หลักของการ Tie-in แบ่งเป็นสามข้อตาม
1.Product Placement
คือ การที่สินค้าวางอยู่เฉยๆ และมักใช้ในฉากร้านขายสินค้า ซึ่งการ Tie-in แบบนี้ส่วนมากจะใช้ในสถานการณ์ที่สินค้าตั้งอยู่ในร้านค้าหรือวางไว้บนโต๊ะกินข้าวประกอบฉาก แต่มักจะเห็นอยู่ในร้านขายของเสียมากกว่าอย่างเช่นร้านขายของชำหรือร้านอาหารที่มีคนผ่านไปผ่านมาเยอะๆ
2.Product Movement
คือ มีนักแสดงหยิบ จับ สวมใส่ สินค้านั้นๆให้เห็นบ้างอย่าง เช่น การหยิบจับโทรศัพท์มือถือ เครื่องดื่ม อาหาร เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ แม้แต่รถก็ถือว่าใช่เช่นกัน
3.Product Experience
คือ การที่นักแสดงพูดถึงสรรพคุณของสินค้าออกมาตรงๆเลย เช่น การพูดถึงกระดาษทิชชู่ที่นุ่มสบายจนใช้ซับหน้าได้เลย หรือแม้แต่การพูดถึงร้านอาหารที่กำลังจะไปอย่างเช่น ร้านนี้อาหารอร่อยมากๆ แถมบริการก็ดีก็ถือว่าเป็นการ Tie-in กันแบบตรงๆเลยทีเดียว

หากคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการขาย คุณควรจะมอบสิ่งที่ดีๆ ให้กับลูกค้า ปัจจุบันการขายของและการส่งของแบบออนไลน์มีอิทธิพลต่อลูกค้าอย่างมาก ซึ่งสามารถช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

อำนวยความสะดวกให้คุณในการส่งสินค้าให้กับลูกค้า ส่งของต้องปลอดภัย และยังสามารถลดราคาค่าจัดส่งสินค้าง่ายๆ เพียงมาใช้บริการกับ SHIPPOP เพื่อลดค่าขนส่งออนไลน์และมีบริการปริ้นไปปะหน้าซึ่งคอยช่วยให้เวลาในการตอบลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย

————————————————-
SHIPPOP
ให้เรื่องการจัดส่ง เป็นเรื่องง่าย
ส่งของเลย
ติดต่อ 📳 Line : @SHIPPOP ☎️ โทร. 092-905-3355